ํีํYยุทธจักร บทที่12

posted on 28 Jun 2008 13:03 by takiez  in Yyootajak

Title: Yยุทธจักร

Author: Takiez~

Genre: previous drama

Pairing: Yusoo Yunjae

บทที่สิบสอง

แสงอาทิตย์ฉายส่องลงมายังปราสาทสีทองในเขตเมืองหลวง

ที่ประตูใหญ่ของปราสาทตระกูลปาร์ค รถม้าคันหนึ่งถูกเตรียมไว้พร้อมสำหรับการเดินทางไกล หากแต่ดวงหน้าหวานของคนที่ต้องเดินทางกลับเอาแต่ยืนชะเง้อคอมองเหมือนรอคอยใครบ้างคน

รถม้าพร้อมแล้วขอรับ คุณหนูจุนซู

ทงแฮว่า เรียกคนตัวเล็กให้หันมามอง ชุดสีแดงสวยนั้นถูกลมฤดูหนาวพัดให้พริ้วไหว

จุนซูพยักหน้าน้อยๆเป็นเชิงว่าเข้าใจ ก่อนที่ขาเรียวจะตัดสินใจสาวเท้าไปยังรถม้า หากแต่เสียงทุ้มของชายหนุ่มในชุดดำอีกคนที่ยืนอยู่ข้างทงแฮนั้นก็ดังขึ้นมารั้งข้อเท้าของคนตัวเล็กเอาไว้

คุณชายยูชอนอยู่ที่สระบัวขอรับ

ดวงหน้าหวานแดงซ่านเพราะประโยคที่ดังขึ้น สายตาเรียวหันไปมองคิบอมที่เป็นคนพูดประโยคเมื่อครู่ มือบางภายใต้เนื้อผ้าสีแดงกุมเข้าหากัน

เดี๋ยวข้ามานะ

จุนซูพูดเสียงเบา ก่อนจะรีบเดินผละออกไปจากตรงประตูใหญ่

.......

...............

ไอแดดส่องลงบนสระบัวทำให้ผิวน้ำเปล่งประกายแสงระยิบระยับ

เงาของชายหนุ่มในชุดสีน้ำเงินทอดยาวลงบนพื้นหญ้าใต้ต้นเฟิงที่อยู่ใกล้กับสระบัว

ใบหน้าหล่อเหลาใต้ต้นเฟิงนั้นนิ่งเฉย เสมือนหนึ่งว่าในหัวเต็มไปด้วยเรื่องราวที่เขาต้องขบคิดมากมาย

สระบัวไร้ซึ่งดอกบัว

ต้นเฟิงไร้ซึ่งใบสีแดงสด

แต่หัวใจของเขายังคงเต็มไปด้วยใครคนนั้น

ไม่ว่าฤดูกาลจะเปลี่ยนแปลงหรือแปรผันไปสักเท่าใด

แต่ในใจของยูชอนตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมาก็ยังคงมีแต่คนในชุดแดงเต็มหัวใจ

เงาของใครคนหนึ่งทอดซ้อนทับกับเงาเก่า

ชุดสีแดงเพลิงที่ถูกสายลมพัดให้พริ้วไหวฉายเข้ามาในสายตา หากแต่มันไม่สามารถเรียกนัยน์ตาคมของชายหนุ่มในชุดสีน้ำเงินให้หันไปมองได้

ท่านไม่คิดจะไปส่งข้าเลยรึ

เสียงหวานเอ่ยถาม ดวงตาเรียวจ้องมองเสี้ยวหน้าคมคายของคนที่ยืนพิงต้นเฟิงอยู่

ยูชอนถอนหายใจเฮือกใหญ่ สายตาคมตวัดขึ้นมองดวงหน้าที่มอบทั้งความสุขและทุกข์ให้กับเขา เสียงทุ้มที่เอ่ยตอบนั้นเจือปนไปด้วยความเศร้า

ข้าบอกแล้วไง ว่าข้าไม่สามารถตัดใจจากเจ้าได้

สายตาสองคู่จ้องมองกันนิ่ง

สายลมฤดูหนาวพัดผ่านระหว่างช่องว่างของคนทั้งสอง

ก่อนที่ยูชอนจะตัดสินใจเป็นคนเดินผละจากไปอีกครั้ง

ทำไมทุกคนถึงใจร้ายกับข้าแบบนี้!!

เสียงแหลมตะโกนไล่หลังชายหนุ่มในชุดสีน้ำเงิน คำพูดที่ดังขึ้นรั้งข้อเท้าของยูชอนเอาไว้

บอกว่ารักข้า ชอบข้า แต่ไม่เห็นมีใครทำจริงอย่างที่พูด

ยูชอนหันหลังกลับ นัยน์ตาคมที่ซ่อนความเจ็บปวดเอาไว้จ้องมองคนในชุดสีแดงตรงข้าม ก่อนที่ชายหนุ่มจะสาวเท้าเข้าไปใกล้ มือหนารั้งเอวบางเข้ามาแนบชิด

ยูชอนกอดจุนซูเอาไว้แน่น

แน่นจนราวกับว่าคนในวงแขนคือทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเขา

แต่ถึงกระนั้น...อ้อมกอดที่แน่นเพียงนั้นกลับอบอุ่นอ่อนโยนจนทำให้ใจละลาย

จุนซูยืนแข็งทื่อ

ดวงตาโตขึ้นเพราะตกใจในการกระทำของอีกฝ่าย

แต่ก็แค่เพียงครู่เดียว ก่อนที่คนตัวเล็กจะพยายามดิ้นออกจากอ้อมกอดของอีกคน

ปล่อยนะ นี้ท่านอย่ามาทำแบบนี้กับข้านะ!!!

จุนซูผลักอีกคนออกไป เสียงหวานดังกราดเกรี้ยวด้วยความโมโห

งั้นเจ้าก็อย่ามาทำแบบนี้กับข้าเช่นกัน!!

ยูชอนตะคอกขึ้นทันทีที่อีกคนพูดจบ มือหนาที่กำแน่นนั้นสั่นน้อยๆ

จุนซูนิ่งอิ้ง...

แววตาขื่นขมของคนตรงข้ามส่องเข้ามาในตาของเขา คำพูดและแววตาคู่นั้นมันลุกไหม้ในใจของคนตัวเล็ก จู่ๆเขาก็รู้สึกเหมือนจะหายใจไม่ออก

เจ้าเองไม่ใช่รึ ที่บอกว่าหากข้าไม่ยอมเลิกรักเจ้า เราก็พบกันอีกไม่ได้

แล้วเจ้า...จะมาหาข้าอีกทำไม

แววตาคมหมองลง ประโยคเมื่อครู่ช่างเบาเหลือเกิน

นี้คงเป็นครั้งสุดท้ายที่เราจะได้พบกัน รักษาตัวด้วย

เสียงทุ้มแสนเด็ดเดี่ยว ยูชอนพูดประโยคสุดท้ายก่อนที่จะรีบหันหลังกลับแล้วเดินจากไป เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว เขากลัวว่าตัวเองจะไม่ยอมปล่อยจุนซูไปอีก ยิ่งได้พบ...เขาก็ยิ่งอยากเห็นดวงหน้าหวานนั้นมากขึ้น ยิ่งได้ยินเสียง...เขาก็ยิ่งอยากฟังเสียงเจื้อยแจ้วนั้นต่อไป

เขาเหมือนคนโลภมาก ทั้งๆที่คิดว่าตัวเองปลงตกได้แล้วว่าเมื่อคืนคือครั้งสุดท้ายที่เขาจะได้เห็นหน้าจุนซู แต่พอมาตอนนี้ เมื่อจุนซูมาหาและเขาได้เห็นหน้าคนตัวเล็กอีกครั้ง เขากลับเกือบทิ้งสิ่งที่ตนทำใจมาทั้งคืน เขากลับอยากฝืนในคำพูดของจุนซู

แผ่นหลังกว้างเริ่มไกลห่างออกไปเรื่อยๆ

ชุดสีน้ำเงินเริ่มดูเล็กลงจนมองไม่เห็น

สายลมหนาวพัดผ่านเส้นผมสีดำให้หยุ่งเหยิง

จุนซูยืนนิ่งค้างอยู่ตรงนั้น ในใจว้าวุ่นสับสน ความรู้สึกเหมือนว่าตัวเองทำพลาดไปปะปนกับความรู้สึกน้อยใจ จนขอบตาทั้งสองข้างแดงก่ำขึ้นมาอย่างเสียมิได้

ก็นั้นนะสิ ทั้งๆที่ข้าพูดไปแบบนั้น ทั้งๆที่ข้าเป็นคนบอกกับท่านเอง แต่ทำไมข้าถึงได้เจ็บปวดนัก...

เวลาที่ชายหนุ่มในชุดสีน้ำเงินนั้นไม่สนใจ เวลาที่ยูชอนทำเมินเฉย ทำไมถึงต้องโมโห ต้องทนไม่ได้... พอเห็นว่ายูชอนไม่ไปส่งตน ทำไมเขาต้องรู้สึกไม่พอใจด้วย.....

เขาก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

ที่สำนักดามคิม

ใต้ต้นหลิวต้นใหญ่ริมสระบัว

ชายหนุ่มคนหนึ่งยืนนิ่ง

รูปร่างสูงโปร่งนั้นชวนให้คนจ้องมอง

ผมยาวระบ่าถูกรวบมัดไว้

แหวนหยกที่นิ้วหัวแม่มือด้านซ้ายส่องประกายวาววับ

คนตัวเล็กมองดูแผ่นหลังกว้างนั้น

ใคร่อยากรู้ว่าชายหนุ่มคนนั้นคือใคร

แต่เมื่อขาเรียวสาวเท้าเข้าไปใกล้

ชายหนุ่มคนนั้นกลับหายตัวไป

.....

..........

สายลมหนาวพัดผ่านพา ให้คนตัวเล็กในชุดแดงสะดุ้งตื่น

ดวงตาเรียวกระพริบน้อยๆเพื่อปรับสายตา

ใต้ต้นหลิวต้นใหญ่ริมสระบัว

คนตัวเล็กในชุดแดงเพิ่งตื่นจากความฝัน

ลมหนาวพัดพาให้ผิวน้ำเกิดระลอกคลื่นเล็กๆ

ดวงหน้าหวานก้มต่ำ นัยน์ตาเรียววก้มลงมองจี้หยกในมือ

หยกสีเขียวเข้มเปล่งประกายแสงเงาวาววับยามถูกลูบไล้

ความฝันเมื่อครู่ถูกคิดถึงขึ้นมาอีกครั้ง

ตั้งแต่จากปราสาทสีทองของเมืองหลวงมาเมื่อสองสัปดาห์ก่อน จุนซูก็ฝันแปลกประหลาดแบบนี้มาหลายครั้งแล้ว ความฝันนั้นเริ่มต้นและจบลงแบบเดิมทุกครั้ง ทุกครั้งที่เขาพยายามเดินเข้าไปหาเพื่อจะดูว่าชายหนุ่มคนนั้นคือใคร คนคนนั้นก็จะหายไป....

แผ่นหลังกว้างในความฝันช่างดูคุ้นตาเหลือเกิน

มันดูอ้างว้าง...แต่ก็เด็ดเดี่ยว

จุนซูพยายามนึกเท่าไรก็นึกไม่ออก หลายครั้งที่เหมือนว่าในหัวเกิดภาพเป็นห้วงๆ แต่เพียงแค่แวบเดียวก็หายไป..

นั่งทำอะไรอยู่คนเดียวรึ

เสียงทุ้มแสนคุ้นเคยดังขึ้น ก่อนที่ชายหนุ่มในชุดสีเขียวเข้มจะนั่งลงข้างๆคนตัวเล็ก

ใบหน้าคมคายของผู้มาเยือนเรียกมุมปากเรียวให้ยกยิ้มน้อยๆ หัวเล็กเอียงลงสบกับไหล่หนาเหมือนเป็นที่พักพิง

ยามเย็นในฤดูหนาว

ริมสระบัว ที่สำนึกดาบคิม

คนสองคนนั่งกันเงียบๆ

ความห่วงใยและไออุ่นถูกถ่ายทอดให้กันและกัน

ไม่มีคำพูดใดๆ... นอกจากมือหนาที่ลูบหัวคนตัวเล็กเบาๆ

หัวเล็กเอนขึ้นจากไหล่หนา แก้วตาใสมองคนที่มีศักดิ์เป็นศิษย์พี่ที่นั่งอยู่ข้างๆ

จุนซูและยุนโฮจ้องมองกันเงียบๆเนิ่นนาน

รอยยิ้มประดุจดอกไม้อันเปี่ยมสุขกำลังเบ่งบานท่ามกลางคนทั้งสอง

ความรักคืออะไรรึ ศิษย์พี่

เสียงหวานที่เอ่ยคำถามเหมือนดั่งเด็กน้อย ดวงตาใสเสมองดูระลอกคลื่นบนสระบัว

แบบไหนถึงจะเรียกว่าความรู้สึกรัก...

คนที่เรารู้สึกว่าเรารักเขา หัวสมองบอกว่าเรารักเขา หรือคนที่เราเอาแต่คิดถึงเขาตลอดเวลา

จุนซูพูดเสียงเบาคล้ายรำพึงกับตัวเอง ภาพของคนสองคนลอยเข้ามาในความคิด หนึ่งคือชายหนุ่มสูงศักดิ์ ที่มุมปากเรียวสวยยกยิ้มแพรวพราว อีกหนึ่งคือชายหนุ่มที่มีใบหน้าคมคายดั่งหยกเกลี้ยง ดวงตาที่มักโศกเศร้าคู่นั้นลึกซึ้งดั่งมหาสมุทร

ทั้งๆที่คนที่เขาควรคิดถึงคือชางมิน

คนที่เขาอยากเจอควรเป็นองค์ชายใหญ่ในวังหลวง

แต่ทำไม...

ทำไมในหัวของเขาถึงมีแต่ภาพของชายหนุ่มในชุดสีน้ำเงินนั้น

ทั้งๆที่เป็นคนผลักไสบอกข้อตกลงนั้นไปเอง แต่ทำไมกลับเป็นเขาเองที่ทนไม่ได้ เมื่อไม่ได้เจอกัน

ทำไมเขาถึงเลือกลูบไล้จี้หยกในมือ แทนที่จะเป็นหยกลายมังกรที่ห้อยคออยู่

นั้นสินะ ความรักคืออะไร เราจะมั่นใจได้ยังไงว่าใครคือคนที่เรารัก...แต่บางที่ คำตอบนี้มันไม่ยากเลยจุนซู

ยุนโฮว่า ยิ้มน้อยๆให้คนตัวเล็กที่นั่งอยู่ข้างๆ ในรอยยิ้มนั้นมีความขื่นขมอย่างหนึ่งอยู่

คิดให้ดีๆ ว่าเจ้าไม่รู้จริงๆ หรือว่าไม่กล้าที่จะค้นหาและยอมรับในคำตอบที่รู้อยู่แก่ใจแล้วกันแน่ อย่ากลัวที่จะรู้คำตอบนั้นสิจุนซู อย่าให้ทุกอย่างมันสายเกินไปแบบข้า

พูดถึงประโยคนี้ ในลำคอของยุนโฮก็เกิดตีบตัน จมูกโด่งได้รูปรู้สึกแสบขึ้นมาน้อยๆ ดวงหน้ากระจ่างใสดั่งละอองหิมะขาวลอยเข้ามาในห้วงความคิด

ใบหน้าของแจจุงในวันนั้นดูเมินเฉยเสียเหลือเกิน น้ำเสียงหวานที่เอ่ยบอกลานั้นก็แสนเด็ดเดี่ยว เสมือนว่าตั้งแต่วันนั้น นางจะไม่มีทางยกโทษให้เขาอีกแล้ว เหมือนว่าไม่ว่าเขาจะทำอย่างไร นางก็จะไม่มีทางหันมามองเขาอีก

สายเกินไปเป็นเยี่ยงไร

เสียงหวานติดแหบที่ดังขึ้นเอ่ยถามฉุดยุนโฮให้หลุดออกมาจากห้วงความคิด ดวงหน้าหวานใสดั่งดอกไม้แรกแย้มมองชายหนุ่มที่นั่งทำหน้าเศร้าอยู่ข้างๆ

ใครคือคนที่ค่อยตัดสินว่าแบบใดถึงเรียกว่าสายเกินไป

คนที่ไม่ได้ลองพยายามฉุดรั้งความรักของตัวเองไว้ จะมานั่งทอดถอนใจว่าสายเกินไปแล้วได้อย่างไรกัน...

คนตัวเล็กในชุดแดงว่า อดไม่ได้ที่จะทำเสียงดุใส่คนที่ปล่อยให้พี่แจจุงที่แสนใจดีของเขาไป

ศิษย์พี่...ท่านไม่เคยได้ยินรึ ว่ายิ่งท่านพยายามมากขึ้นเท่าใด แม่นางแจจุงก็จะใจอ่อนเร็วขึ้นเท่านั้นนะ

คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันทำจริงจัง ดวงหน้าหวานที่หันมองอีกคนเคร่งขรึมเสมือนหนึ่งตนกำลังพูดปรัชญาหรือสุภาษิตอันเลื่องชื่อ

บ้า...นี้มันสุภาษิตอะไรกัน ข้ามิเห็นจะคุ้นหู เดาว่าเจ้าจะแต่งมั่วเอาเองนะสิ เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นสวนทันทีที่คนตัวเล็กในชุดแดงพูดจบ นิ้วชี้จิ้มกลางหน้าผากของคนที่ยื่นหน้าเข้ามาใกล้

อิยะฮะฮะ ศิษย์พี่ก็ มั่วไม่มั่วแต่ถ้าได้ผลก็ดีมิใช่รึไงเล่า

จุนซูยิ้มจนตาหยีด้วยความชอบใจ เสียงใสหัวเราะดังกังวานเหมือนระฆังใบใหญ่ ริมฝีปากเรียวสวยวาดรอยยิ้มกว้างสดใสยิ่งกว่าดวงตะวันที่กำลังฉายแสงอยู่บนฟากฟ้า

นัยน์ตาคมมองคนที่นั่งอยู่ข้างๆ

แม้ว่าเวลาจะล่วงเลยผ่านมาสิบปีแล้ว

แต่รอยยิ้มและเสียงหัวเราะของคนในชุดแดงก็ยังคงติดตรึงอยู่ในใจของเขาไม่เคยเปลี่ยน

เมื่อใดที่จุนซูมีความสุข เขาก็จะรู้สึกมีความสุข

เมื่อใดที่จุนซูทุกข์ใจ เขาก็จะรู้สึกทุกข์ใจยิ่งกว่า

ยุนโฮเคยคิดว่าคงไม่มีใครสามารถมาลบจุนซูออกไปจากใจเขาได้

รอยยิ้มและเสียงหัวเราะของจุนซูไม่มีใครมาแทนที่ได้

และรอมยิ้มของแจจุงก็ไม่ได้มาแทนที่ใครเช่นกัน

จุนซูยังคงเป็นจุนซู ศิษย์น้องที่เขารักมากที่สุด

คนงามในชุดขาวไม่ได้ทำให้ความรักที่เขามีต่อจุนซูลดน้อยลง

แต่แจจุงทำให้หัวใจของเขาได้เข้าใจถึงความรู้สึกที่เรียกว่า รัก ที่แท้จริง

ดังนั้น...เขาเองก็ไม่ควรจะยอมแพ้ง่ายๆ

อย่างที่จุนซูว่า อย่างไรถึงจะเรียกว่าสายเกินไป

หากไม่ลองพยายามอย่างเต็มที่แล้ว เขาจะรู้ได้ยังไงว่าผลของมันจะเป็นเยี่ยงไร

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

คืนสุดท้ายของฤดูหนาวเย็นยะเยือก โคมแดงหน้าหอนางโลมเลื่องชื่อของเมืองหลวงส่องแสงสว่างไสว บรรยากาศในหอบุปผาแสนครึกครื้นรื่นเริง

โต๊ะไม้ในห้องโถงถูกจับจ้องเต็มทุกตัว แขกเหรื่อในช่วงสามเดือนที่ผ่านมาดูแน่นขนัดตาเป็นพิเศษ เหตุเพราะคนงามที่หนึ่งในใต้หล้าได้กลับมาเยือนหอนางโลมแห่งนี้อีกครั้ง เหล่าบุรุษเพศทั่วสารทิศที่รู้ข่าวจึงเดินทางมาที่หอแห่งนี้

แขนเสื้อแพรสีขาวตวัดขึ้นแลดูงดงาม

นิ้วเรียวดีดลงบนสายพิณเกิดเป็นท่วงทำนองเพราะจับใจ

หากแต่สิ่งที่ดึงดูดทุกสายตาอย่างแท้จริง คือคนงามที่กำลังเล่นเพลงไพเราะนี้อยู่ต่างหากเล่า

ชายหนุ่มในชุดเขียวเข้มนั่งอยู่ที่โต๊ะแปดเหลี่ยมที่ทำจากไม้กฤษณาตัวหน้าสุด นัยน์ตาคมจ้องมองคนงามในชุดขาวบนเวทีหยกไม่วางตา หากแต่คนที่โดนมองกลับทำเป็นเมินเฉย ไม่ยอมหันมาสบตากับเขาสักครั้ง ทั้งๆที่เจ้าตัวนั้นหันไปยิ้มทักทายแขกเหรื่อโต๊ะอื่นอยู่ตลอดเวลา

นิ้วเรียวตวัดลงบนสายพิณเกิดเป็นเสียงดังก้องกังวาลเป็นครั้งสุดท้าย

ก่อนที่คนงามในชุดผ้าแพรสีขาวจะลุกขึ้นยืนแล้วโค้งขอบคุณ

เสียงตบมือดังไม่หยุดจนกระทั่งแจจุงหายลับออกจากห้องโถงไป

คนในห้องโถงทุกคนจึงได้กลับมาดื่มสุราอาหารและโอภาปราศัยกันอีกครั้ง

.......

.................

ในเรือนดอกเหมย

มือนวลขาวจับผ้าเช็ดถูพิณหยกอย่างช้าๆ

ทั้งที่เป็นแค่กิริยาธรรมดาๆ แต่ก็ช่างดูงดงาม เมื่อคนงามที่หนึ่งในใต้หล้าเป็นคนทำ

ท่านแจจุงเจ้าคะ ท่านยุนโฮขอพบเจ้าคะ ตอนนี้นั่งรออยู่ที่โต๊ะหินด้านนอก

คำบอกกล่าวของคนดูแลที่ดังขึ้นเรียกดวงตากลมโตให้ทอดมองออกไปนอกหน้าต่างฉลุลาย ชายหนุ่มในชุดสีเขียวเข้มนั่งนิ่งอยู่ที่ม้าหิน สายตาคมจ้องมองตอบกลับมาอย่างรอความหวัง

ไปบอกเขา ว่าข้าไม่สะดวกที่จะพบ ให้เขากลับไปเสียเถอะ

เสียงหวานที่เอ่ยตอบนั้นแสนเรียบเฉย ประโยคที่หลุดออกจากริมฝีปากชมพูระเรื่อมีใจความเหมือนเดิม ไม่ต่างไปจากวันแรกที่ชายหนุ่มในชุดสีเขียวเข้มก้าวเข้ามาในหอแห่งนี้เมื่อสามเดือนก่อน

ตลอดสามเดือนที่ผ่านมา ยุนโฮมาที่นี้ นั่งฟังแจจุงเล่นพิณและขอพบกับคนงามในชุดขาวทุกครั้งที่การแสดงจบลง หากแต่คำตอบที่ได้รับกลับมาก็เหมือนเดิมทุกครั้ง คือขอให้เขากลับไปซะ

แต่ท่านแจจุงเจ้าคะ ท่านยุนโฮเขา

ข้าบอกให้ไปบอกเขาอย่างไรก็ไปสิ!!

เสียงหวานดังขึ้นขัดประโยคของซองมิน รู้ดีว่าคนดูแลตนนั้นจะพูดอะไร ความพยายามของยุนโฮทำให้ซองมินเริ่มใจอ่อนมากขึ้นทุกๆวัน ทั้งๆที่แต่ก่อนนั้นเจ้าตัวก็ไม่ชอบที่ยุนโฮมาทำร้ายจิตใจของแจจุงเช่นเดียวกัน

ซองมินใจอ่อนมากขึ้นทุกๆวัน แล้วตัวเขาเล่า....

ใจดวงนี้อ่อนลงบ้างรึยัง

หรือว่าที่ทำอยู่คือการฝืนทำเป็นเข้มแข็ง ตีหน้าเรียบเฉยเสมือนว่าหัวใจดวงนี้ไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรกับความเพียรพยายามของใครบางคนในช่วงระยะเวลาตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา

แจจุงเองก็ไม่รู้เหมือนกัน ว่ามันคือแบบไหน....

บางที่การที่เขายังใจแข็งอยู่จนถึงวันนี้ อาจเป็นเพราะกลัวว่าหากใจอ่อนยอมกลับไป หัวใจดวงนี้จะต้องพบเจอกับความเจ็บปวดอีกครั้ง

ท่านยุนโฮบอกว่าจะยืนรออยู่ตรงนั้นจนกว่าท่านแจจุงจะออกไปพบเจ้าคะ

ซองมินกลับเข้ามาอีกครั้ง หลังจากออกไปบอกคำตอบเดิมๆกับชายหนุ่มในชุดสีเขียวเข้มในสวนดอกไม้แล้ว

งั้นรึ... ช่างเขาเถอะ ปล่อยให้เขายืนไป หมดความอดทนเมื่อไรก็กลับไปเองนั้นละ

คนงามพูดเหมือนไม่ใส่ใจ ภาพของชายหนุ่มในชุดสีเขียวเข้มที่เข้ามาในหางตานั้นไม่ได้ทำให้ใจของแจจุงอ่อนลง

คนที่หมดความอดทนง่ายๆ คงไม่มารอท่านตลอดสามเดือนแบบนี้หรอกเจ้าคะ

ซองมินพูดเสียงเบา แต่กับทำให้คนงามในห้องต้องเม้มปากเข้าหากันแน่น นัยน์ตากลมโตจ้องมองคนดูแลของตนที่โค้งตัวน้อยๆแล้วเดินออกจากห้องไป

.......................

ท้องฟ้ายามรัตติกาลดำสนิทขึ้นเรื่อยๆ

จันทราส่องแสงนวลกระจ่าง

ละอองหิมะโปรยปรายลงมาจากฟากฟ้าไม่หยุดหย่อน

มือเรียวแง้มเปิดหน้าต่างไม้น้อยๆ ดวงตากลมโตจ้องมองชายหนุ่มในชุดสีเขียวเข้มที่ยืนนิ่งอยู่ในสวนของเรือนดอกเหมย จมูกโด่งสวยได้รูปถอนหายใจน้อยๆ

นี้ก็ผ่านมาหลายชั่วยามแล้ว แถมหิมะยังตกหนักขึ้นเรื่อยๆอีก ทำไมถึงยังจะยืนอยู่อีกนะ

ความรู้สึกสองอย่างสับสนตีกันอยู่ในจิตใจของคนงามในชุดขาว ก่อนที่แจจุงจะตัดสินใจสาวเท้าไปหยิบสิ่งหนึ่งที่วางอยู่ตรงมุมห้อง แล้วเปิดประออกจากเรือนไป

......

แสงจันทราไม่อบอุ่นดั่งเช่นแสงจากดวงอาทิตย์

ความงามของดวงดาวไม่สวยสดเท่ากับคนงามในความฝัน

เสียงฝีเท้าเบากำลังเดินตรงเข้ามาจากทางด้านหลัง ร่มกระดาษที่มือบางถือไว้นั้นกั้นละอองหิมะขาวที่หมายจะตกกระทบใส่ตัวของชายหนุ่มอีกครั้ง

ใบหน้าคมคายที่ตอนนี้ซีดเผือดเงยขึ้นช้าๆ สายตาเรียวสบกับดวงตากลมโตของคนตรงข้าม

ในที่สุดเจ้าก็ยอมออกมาพบข้า

เสียงทุ้มแหบพร่าเอ่ยออกมาเบาๆ ไม่ใช่เพียงมุมปากของยุนโฮที่ยกยิ้ม หากแต่แววตาคมทั้งสองข้างที่กำลังจ้องมองคนรักของเขานั้นก็กำลังยิ้มด้วยเช่นกัน

ท่านคิดว่ายอมทำวิธีโง่ๆแบบนี้แล้วข้าจะยกโทษให้รึ

แจจุงเอ็ดใส่คนตรงข้าม คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันด้วยความไม่พอใจเมื่อเห็นว่ายุนโฮยังคงยิ้มเหมือนคนบ้า

ข้าเองก็ไม่แน่ใจนัก ว่าทำแบบนี้แล้วเจ้าจะยกโทษให้ข้าไหม... รู้เแต่ว่าอย่างน้อยวิธีโง่ๆนี้ ก็ทำให้เจ้ามายืนอยู่ตรงหน้าข้าตอนนี้มิใช่รึ

นัยน์ตาคมสะท้อนเงาของดวงหน้าหวาน มือหนายกขึ้นสัมผัสพวงแก้มสีชมพูระเรื่อของคนตรงข้าม

หรือว่านี้ข้ากำลังฝันไป

นัยน์ตาสวยเสหลบสายตาจริงจังของอีกคน ก่อนที่มือบางจะยกขึ้นจับมือหนานั้นออก

ท่านมีธุระอะไรจะคุยกับข้ารึ

คือข้า...

ยังไม่ทันที่จะพูดจบประโยค ชายหนุ่มในชุดสีเขียวเข้มก็ทรุดตัวลง จนอีกคนตกใจรีบพยุงตัวเขาเอาไว้ ร่มกระดาษตกอยู่ข้างๆลำตัวของคนทั้งสอง

ยุนโฮ ท่านเป็นอะไร ยุนโฮ!!

ซองมิน!! ซองมิน!! ใครก็ได้ช่วยที!!

มือนวลขาวตบเบาๆที่แก้มของยุนโฮ ดวงหน้าหวานก้มลงมองคนในอ้อมแขน นัยน์ตากลมโตแดงก่ำ เสียงหวานเรียกชื่อคนที่ตนรักสุดหัวใจซ้ำไปซ้ำมา

ท่านยุนโฮ อย่าเป็นอะไรนะ ยุนโฮ ยุนโฮ

......

................

ดวงอาทิตย์ส่องลำแสงแรกของฤดูใบไม้ผลิฉายเข้ามาในห้องของเรือนดอกเหมย

ใบหน้าหล่อเหลายังคงซีดเผือก ดวงตาเรียวกระพริบน้อยๆ ก่อนที่มุมปากแห้งผากจะยกยิ้มเมื่อเห็นว่าคนที่ฟุบนอนอยู่ข้างเตียงคือใคร

ทั้งๆที่เรี่ยวแรงแทบจะไม่มีเหลือเพราะพิษไข้ แต่มือหนายังพยายามขยับยกขึ้นไปลูบไล้เส้นผมสีดำสลวยเบาๆ

คนงามที่นอนอยู่รู้สึกถึงสัมผัสที่แตะต้องตัว ดวงตากลมโตจึงลืมขึ้นน้อยๆ ก่อนที่เสียงหวานจะเอ่ยถามอย่างร้อนรน เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มในชุดสีเขียวเข้มบนเตียงฟื้นแล้ว

ยุนโฮ นี้ท่านฟื้นแล้วเหรอ แล้วนี้ท่านเป็นอะไรมากรึเปล่า

นัยน์ตาคมเปล่งประกายแห่งความสุขยามมองคนงามในชุดขาว ท่าทางและสีหน้าของแจจุงที่เต็มไปด้วยความห่วงใยทำให้หัวใจของเขามีความสุข

หายโกรธข้าแล้วรึ

ดวงหน้าหวานแดงระเรื่อเพราะคำถามของคนที่นอนอยู่บนเตียง นัยน์ตาคมที่จ้องมองมาทำให้แจจุงกระวีกระวาดลุกขึ้นยืน เสียงหวานรีบเอ่ยหาข้ออ้างที่จะได้หลบหน้าคนที่นอนยิ้มอยู่

ท่านหมอบอกให้ท่านทานยาทันทีที่ตื่นขึ้น เดี๋ยวข้าไปอุ่นมาให้นะ

อย่าไป

มือหนารั้งข้อมือบางของอีกคนไว้ ก่อนที่ชายหนุ่มในชุดสีเขียวเข้มจะยันตัวขึ้นนั่งช้าๆ นัยน์ตาคมมองคนงามที่ยืนอยู่ตรงข้ามอย่างเว้าวอน

ข้าขอโทษ

แม้เสียงทุ้มที่เอ่ยบอกอีกคนจะแหบพร่า แต่นัยน์ตาคมทั้งสองข้างนั้นแฝงไว้ด้วยความจริงจังหนักแน่น

ข้ารู้ว่าข้าทำผิดกับเจ้าไว้มากมาย เจ้ามีสิทธิ์ที่จะโกรธจนไม่ยกโทษให้ข้าได้ แต่ข้าอยากบอกว่า ข้ารักเจ้า

มันไม่ใช่เพียงลมปาก ข้าไม่ได้พูดเพียงเพราะอารมณ์ชั่ววูบ แต่มันคือความรู้สึกจากใจจริงของข้า ที่อยากให้เจ้ารับรู้ไว้... ข้าไม่เคยเสียใจที่แต่งงานกับเจ้าเลยแจจุง ข้าไม่เคยมองเจ้าซ้อนทับกับจุนซู ไม่เคยคิดจะเอาเจ้ามาเป็นตัวแทนของใคร

ยุนโฮลุกขึ้นยืนช้าๆ ขาเรียวสาวเท้าเข้าไปใกล้คนงามที่ยืนอยู่ นัยย์ตาคมจ้องมองดวงหน้าหวานของคนตรงข้าม เสียงทุ้มแสนแหบพร่าเอ่ยขึ้นเบาๆ

ข้ารักที่เจ้าเป็นเจ้า แจจุง

ตอนนี้ข้าอยู่กับเจ้า พูดอยู่กับเจ้า และหัวใจของข้าก็เป็นของเจ้าเช่นกัน ข้าไม่อยากเสียเจ้าไปอีก ให้โอกาสข้านะแจจุง กลับไปอยู่กับข้าเถอะ

น้ำอุ่นใสคลออยู่ในดวงตากลมโตทั้งสองข้าง ริมฝีปากบางถูกแม้มเข้าหากันแน่น ถ้อยคำที่ดังขึ้นจากคนตรงข้ามเหมือนดั่งว่าเขาตกอยู่ในความฝัน แจจุงส่งยิ้มน้อยๆให้ยุนโฮ ก่อนที่จะรู้ตัว มือหนาก็รั้งเอวบางของคนงามในชุดขาวเข้ามาแนบชิด

ใบหน้าคมคายก้มซุกรับไออุ่นอยู่ต้องซอกคอหอม นัยน์ตาคมหลับลง ริมฝีปากเรียวยกยิ้มอย่างเป็นสุข กลิ่นหอมที่ห่างหายไปนานนับเดือน...บัดนี้เขาได้สัมผัสมันอีกครั้งแล้ว สิ่งที่มีค่าที่สุด..เขาได้กลับมาแล้ว

มือบางยกขึ้นกอดตอบชายหนุ่มในชุดสีเขียวเข้ม ดวงหน้าหวานซบอยู่ที่อกแกร่ง ไออุ่นจากคนตรงหน้า กำลังจะเติมเต็มความสุขให้กับเขาอีกครั้ง

หิมะหยุดโปรยปรายลงมาจากท้องฟ้าแล้ว

มีเพียงแสงแดดอันอบอุ่นที่ฉายส่องลงบนหอบุปผาอันเลื่องชื่อ

ดอกเหมยสีขาวเริ่มผลิบานบนลำต้น

ต้นไผ่กลับกลายมามีใบสีเขียวชะอุ่มอีกครั้ง

ฤดูใบไม้ผลิอันแสนอบอุ่นกำลังเข้ามาแทนที่ฤดูหนาวอันแสนเยือกเย็น

ความพยายามของคนคู่นึงสำเร็จผลแล้ว คนสองคนกำลังจะมีความสุขตลอดไป

และไม่แน่ว่า..เมื่อฤดูร้อนมาเยือน ความสุขก็จะบังเกิดแก่คนคู่ต่อไป

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

Talk~~ TT________TT

มาแล้วค๊า!! อ๊า นานได้ใจจริงๆเลยเนอะ เดือนกว่าๆกันเลยทีเดียว โฮก อยากจะบ้าตาย รู้ว่าคนอ่านอยากอ่าน คนแต่งก็อยากแต่งคะ แต่พอดีเข้าภาคแล้วงานเข้า!!! TT3TT อยากจะร้องไห้ภาษาโลมา เรียนงงงวยบ้าบอได้อีก กว่าจะมีเวลารีดเค้นฟิกออกจากหัวได้ คนอ่านก็จะหายกันไปหมดแล้ว น่าเศร้าใจจริงๆ แต่จะบอกว่า ตอนหน้าจะจบ